(Go Back Home)

จากบทความในผู้จัดการออนไลน

http://www.manager.co.th/enterprise/publication/private/pjkd/00_06/00168517.html
สักวันหนึ่งดอกไม้จะบาน:รุ่งมณี เมฆโสภณ;พลิกแผ่นดิน!
ระยะหลังมานี้มีการพูดถึงประวัติศาสตร์กันมาก

ดิฉันเองสนใจประวัติศาสตร์มาแต่เล็กแต่น้อย แม้ว่าในช่วงที่เป็น
นักเรียนวิทยาศาสตร์จะทำให้ห่างประวัติศาสตร์ไปบ้าง แต่ครั้นมาทำอาชีพสื่อ
มวลชน ดิฉัน ยิ่งตระหนักชัดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้--อดีต
เป็นกระจกเงาอันสำคัญในการส่องปัจจุบันและอนาคต--เมื่อเป็นดังนั้น ทำ
ให้ทุกครั้งที่มีการเผยแพร่เอกสารหรือหนังสือใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ดิฉันมักจะขวนขวายหามาอ่านหรือซื้อหามาเก็บไว้ใช้ในการอ้างอิง โดยไม่
เกี่ยงว่าใครจะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์...
ดิฉันเชื่อในหลักการที่ว่า ความจริงนั้นมีมากกว่าหนึ่งด้านเสมอ หน้าที่
ของคนทำงานสื ่ออย่างดิฉันก็คือ หาความจริงให้มากด้านที่สุดและค้นหา
สัจจะในความเป็นจริงเหล่านั้น

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ดิฉันได้หนังสือประวัติศาสตร์มาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า...
"พลิกแผ่นดิน"
หนังสือซึ่งจัดพิ มพ์โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจเล่มนี้ ได้ประมวลเรื่องราว
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย จาก 24 มิถุนายน 2475 ถึง 14
ตุลาคม 2516
จากการพลิกแผ่นดินครั้งที่ 1 สู่การพลิกแผ่นดินครั้งที่ 2
"พลิก แผ่นดิน" เป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายกพิเศษ หนา
572 หน้า แบ่งเนื้อหาเป็น 26 ประเด็นใหญ่ 184 ประเด็นย่อย

หลายคนอาจจะตกอกตกใจเสียก่อนเมื่อเห็นความหนาของหนังสือ

ดิฉันซ ึ่งตะลุยอ่านหนังสือเล่มนี้ชนิดม้วนเดียวจบ ขอบอกว่าอย่าให้ความ
หนาของหนังสือมาเป็นอุปสรรคเลยค่ะ และอยาก จะบอกต่ออีก
ด้วยว่า แม้หนังสือเล่มนี้จะมีความเรียบง่ายเป็น อาภรณ์ ทั้ง
หน้าตาของหนังสือและภาษาที่ใช้ แต่ก็สามารถดึงดูด ผู้อ่านได้ด้วย
ข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนนำมาร้อยเรียงเข้าไว้อย่างเหมาะเจาะ และนอกจากจะนำ
เสนอ "หัวใจ" ของแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นแล้ว ผู้เขียนย ังไม่ละเลยที่จะนำ
เกร็ดต่างๆ มาบรรจุไว้ด้วย

เกร็ดการเมืองเหล่านี้ละค่ะ ที่เป็นสีสันของ "พลิกแผ่นดิน"
หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มากมาย หลาย
แหล่งด้วยกัน เหมือนก ับเป็นการต่อชิ้นภาพ จนในที่สุดก็ได้ ภาพ
โดยรวมที่มีมิติ แต่ที่สำคัญก็คือ ผู้เขียนได้นำประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมา
ใช้เชื่อมประวัติศาสตร์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน ทำให้ "พลิกแผ่นดิน" แตกต่างออก
ไป จากหนังสือประวัติศาสตร์เล่มอื่นๆ

ไม่เพียงแต่เท่านั้น "พลิกแผ่นดิน" ไม่ได้พูดถึงแต่การเมืองเรื่องอำนาจที่
เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่ยังได้พูดถึงประวัติศาสตร์การเมือง
ไทยในภาคประชาชน ด้วย...
นอกจากจะพูดถึงการต่อสู้ของคณะราษฎรและขบวนการ เสรี
ไทยแล้ว "พลิกแผ่นดิน" ยังได้พูดถึงการก่อเกิดและการต่อสู้ ของขบวนการ
นักศึกษาไทยยุคหลังพ.ศ. 2490 การต่อสู้ระหว่าง นักหน ังสือพิมพ์กับ
อำนาจรัฐ เรื่องของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย รวมทั้งเรื่องราวของผู้
ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและ ผู้ยากไร้อื่นๆ ของสังคม

การที่หนังสือออกมาในลักษณะนี้ก็ด้วยจิตสำนึกขอ งผู้เขียนโดยแท้!
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อประจวบ อัมพะเศวต

เขาผู้นี้ป็นใคร โปรดอดใจรอสักครู่ ดิฉันมีคำตอบให้...
หากย้อนเวลาไป 5 ทศวรรษ ในขบวนการนักศึกษาไทย ครั้งกระนั้น
ไม่มีใครไม ่รู้จักประจวบ อัมพะเศวต ซึ่งเป็นประธาน นักศึกษาคนที่ 2
ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอยู่ถึง 2
สมัยในปี 2493 และ 2494 ระหว่างศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ประจวบรับราช
การอยู่ ที่กระทรวงการคลังด้วย นอกจากนั้น ในปี 2494 ประจวบยังเป็นหนึ่ง
ในกรรมการของคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทยที่มี นายแพทย์
เจริญ สืบแสง เป็นประธาน

ขบวนการสันติภาพไทยได้ขยายเครือข่ายอย่างกว้างขวาง ประกอบไป
ด้วยนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ กรรมกร พ่อค้า ภิกษุสงฆ์ นักศึกษาและ
กลุ่มสตรี ที่ต้องการเรียกร้องสันติภาพและยับยั้งสงคราม แต่พวกเขากลับถูก
มองจากอำนาจรัฐในขณะนั้นว่าเป็นกบฏ!
ในปี 2495 คณะกรรมการสันติภาพและผู้มีส่วนเรียกร้องสันติภาพ
จำนวนมากถูกจับในข้อหากบฏ ในจำนวนนั้นมีประจวบ อัมพะเศวต รวมอยู่ด้วย
กรณีดังกล่าวแม้ประจวบจะไม่ถูกส่งฟ้อง แต่ก็ทำให้ต้องถูกพักราชการ และ
ถูกลบชื่อออก จากมหาวิทยาลัยนานถึง 4 ปี

ระหว่างนั้น ประจวบได้ไปเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "พิมพ์
ไทย" ซึ่งมีทวีป วรดิลกเป็นบรรณาธิการ สองคนนี้นับเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วม
สุขกันมาโดยตลอด ตั้งแต่ในรั้วโ ดมจนกระทั่ง ทุกวันนี้

ในระหว่างที่เป็นคนหนังสือพิมพ์อยู่นั้น ท่ามกลางความสับสนในวงการ
หนังสือพิมพ์โดยเฉพาะปัญหาการคอร์รัปชัน ประจวบ เป็นคนหนึ่งที่มี
บทบาทสำคัญในการก่อตั้งสมาคมผู้ประกอบ วิชาชีพหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอีก
สมาคมหนึ่ง นั่นคือสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย โดยประจวบเป็นประธาน
กรรมการร่างข้อบังคับ และเป็น กรรมการต่อมาอีกหลายสมัย

ต่อมาได้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมบรรดากบฏสันติภ าพ แม้
ประจวบจะไม่ได้ถูกส่งฟ้องแต่ก็พลอยได้อานิสงส์ให้กลับเข้า รับราชการ
และกลับเข้าเรียน ประจวบซึ่งก่อนหน้าที่จะถูกลบชื่อกำลังเรียนในระดับ
ปริญญาโทยอมรับว่าใจของเขาไม่ได้อยู่ที่ห้องเรียน อ ีกต่อไปแล้ว แต่มาผูกพัน
กับแท่นพิมพ์และกลิ่นหมึก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะ
รัชต์ โค่นอำนาจจอมพลป. พิบูลสงคราม และกลุ่มราชครูไปแล้ว จอม
พลสฤษดิ์ก็ได้แปลงร่างจากขวัญใจประชาชนไปเป็นเผด็ จการสมบูรณ์แบบและใช้
อำนาจบีฑาสื่อมวลชนชนิดไม่เลิกรา ทำให้ประจวบซึ่งกลับเข้ารับราชการที่
กระทรวงการคลังเลยอยู่ในราชการต่อไป กระทั่งมาเกษียณอายุราชการที่
สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท

แม้จะเป็นข้ารา ชการ แต่ประจวบก็ไม่เคยทิ้งการเมือง ทั้งการเมืองใน
ภาคประชาชนและผ่านพรรคการเมือง สำหรับพรรค การเมืองที่ประจวบมี
บทบาทมากก็คือพรรคเศรษฐกรที่เทพ โชตินุชิตเป็นหัวหน้าพรรค และพรรค
แนวร่วมสังคมนิยมที่แคล ้ว นรปติ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งต่อมาพรรคแนวร่วม
สังคมนิยมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังสังคมประชาธิปไตยและยุบไป
ในที่สุด

ล่าสุด เมื่อแคล้ว นรปติเป็นสมาชิกวุฒิสภาของจังหวัดขอนแก่น
ประจวบก็ยังคง อยู่เคียงข้างแคล้วในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำสมาชิกวุฒิสภา

นี่เป็นชีวิตเพียงเสี้ยวเดียวของประจวบ อัมพะเศวตเท่านั้น

บนเส้นทางชีวิตเช่นนี้นี่เองที่ทำให้ประจวบสามารถเขียน "พลิกแผ่นดิน"
ได้แตกต ่างไปจากหนังสือประวัติการเมืองไทยเล่มอื่นๆ โดยใช้เวลานานกว่า
2 ปี และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเตรียมงาน ชิ้นใหม่เกี่ยวกับขบวนปฏิวัติ
ไทย

ประจวบ อัมพะเศวต ซึ่งปัจจุบันอายุ 83 ปีได้บอกกับดิฉัน ถึงวัตถุ
ประสงค์ในการเขียนงานประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ว่า เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่
ไม่ได้รับความเป็นธรรม...
อ่าน "พลิกแผ่นดิน" แล้วจะเข้าใจวัตถุประสงค์ดังกล่าวอย่างแจ่มชัด

และอาจจะมีแรงช ่วยกัน "พลิกแผ่นดิน" ครั้งใหม่!

(Home)